1.สิทธิของผู้สูงอายุในการรักษา

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ปรับการบริหารจัดการและเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ต่างๆ รองรับ นอกจากดูแลประชาชนแล้ว ยังสนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรค“หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “บัตรทอง” แม้ว่าได้กำหนดสิทธิประโยชน์การรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุมและทั่วถึงแล้ว แต่ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด “โรคโควิด-19” เพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ปรับการบริหารจัดการและเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ต่างๆ รองรับ นอกจากดูแลประชาชนแล้ว ยังสนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรค ตลอดช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา สปสช. บริหารจัดการและจัดสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับกรณีโควิด-19 เพื่อดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยในระยะแรก อาทิ ตรวจคัดกรองและวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งยารักษา ค่าห้องปลอดเชื้อ ค่าบริการรับส่งผู้ติดเชื้อ และชุดป้องกันเชื้อ (P.P.E.) ที่ดูแลผู้ติดเชื้อที่รักษาในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel พร้อมสนับสนุนบริการต่างๆ ที่ลดโอกาสติดเชื้อให้กับผู้ป่วยและควบคุมการแพร่ระบาด ไม่ว่าจะเป็นจัดส่งยาทางไปรษณีย์ ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยา ขย.1 ใกล้บ้าน และบริการระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth/Telemedicine) โดยได้รับการตอบรับทั้งจากหน่วยบริการและผู้ป่วยในระบบบัตรทอง

“กองทุนบัตรทอง

 

 

2.ดูแลผู้สูงอายุอย่างไร

 เนื่องจากมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศระลอกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้สูงอายุจึงเป็นคนกลุ่มหนึ่งในครอบครัวที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อและเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้ไม่ได้ออกไปสถานที่เสี่ยง การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้แข็งแรง และปลอดภัยจากเชื้อดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้สูงอายุมีภูมิต้านทานโรคค่อนข้างต่ำ ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่าวัยอื่น ๆ จึงต้องมีแนวทางดูแลผู้สูงวัย ให้ห่างไกลโควิด-19 ดังนี้

elderly 01

 

3.แนวทางการดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด-19

เชื้อดังกล่าวติดต่อได้ทางละอองฝอยของสารคัดหลั่ง เช่น น้้ามูก น้้าลาย ละอองจากการไอจามหรือการพูดคุยใกล้ชิด ในระยะ 1-1.5 เมตร และการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ อยู่ตามสิ่งของต่างๆแล้วไปโดนเยื่อบุต่างๆเช่น ตา จมูก ปาก ประกอบกับการแพร่เชื้อสามารถติดต่อจากผู้ที่ติด เชื้อที่ยังไม่แสดงอาการได้ โดยหากมีการติดเชื้อในผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงรวมถึงผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเสียชีวิต มากกว่าคนทั่วไปเนื่องด้วยสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรค ประจ้าตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรังโรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เป็นต้น ในขณะนี้ทางรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงรวมทั้งผู้สูงอายุ เก็บตัวอยู่ใน บ้านให้มากที่สุด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุจ้านวนมากต้องการการดูแลจากญาติ หรือผู้ดูแลที่ยังมีความจ้าเป็นต้องออกไปนอกบ้านเพื่อท้างาน หรือ ไปหาซื้อของกินของใช้เข้ามาในบ้าน จึงมี โอกาสน้าเชื้อจากภายนอกมาสู่ผู้สูงอายุ อีกทั้งการจ้ากัดบริเวณให้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานติดต่อกัน หลายเดือน อาจส่งผลให้สภาพร่างกายและสมองของผู้สูงอายุถดถอยลงจนเกิดภาวะพึ่งพิงในระยะยาว รวมทั้ง เกิดความเครียด ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบกับทั้งครอบครัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงมีความจ้าเป็นต้องมี แนวทางในการดูแลผู้สูงอายุในสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไม่พึงประสงค์ ดังกล่าว

93584130 2597356447209056 7174529790345478144 n

 

4.อาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้สูงอายุ ต้าน COVID-19

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้สูงอายุเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องได้รับการดูแล เป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สูงอายุมีภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย และส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคปอด โรคมะเร็ง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายและอาจมีอาการ รุนแรงของโรคมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญการกินอาหาร ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพียงพอ กินผักและผลไม้เป็นประจำ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นวิธีการที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงต้านทานโรคได้

12239769509440

 

5. 10 บทเรียน ดูแลผู้สูงอายุในภาวะวิกฤติโควิด-19

10 บทเรียน ดูแลผู้สูงอายุในภาวะวิกฤติโควิด-19

 

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด -19 ในส่วนของผู้สูงอายุ ได้รับผลกระทบในหลายเรื่อง เช่น การดูแลตนเอง (การตัดผม การออกกำลังกาย) การซื้อข้าวของเครื่องใช้จ่ายตลาด การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ รวมไปถึงการเข้ารับบริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วย  และการจ้างงานและประกอบอาชีพ มีผู้สูงอายุที่ว่างงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 6.6 ซึ่งกลุ่มที่ตกงานมากที่สุด คาดว่าคือกลุ่มรับจ้างทั่วไป/งานไม่ประจำ ซึ่งมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 9.6 เป็น ร้อยละ 6.6

ขณะเดียวกัน ในประเทศต่างๆ ที่เกิดการระบาดรวมถึงประเทศไทย มีบริบทในการบริหารจัดการระบบสวัสดิการแตกต่างกัน ทั้งในข้อกำหนดของแต่ละประเทศ รูปแบบสวัสดิการ และลักษณะบริการ ที่จะได้รับจากทางภาครัฐ

วันนี้ (29 กันยายน) ศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เผยผลการศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศในการดูแลผุ้สูงอายุในช่วงวิกฤติ ภายในเวทีอภิปรายวันผู้สูงอายุสากล “การดูแลผู้สูงอายุในช่วงวิกฤติ...บทเรียนจากไทยและต่างประเทศเพื่ออนาคต”  จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมแมนดาริน โดยศึกษาจากการสืบค้นข้อมูล เอกสารงานวิจัย สัมภาษณ์เชิงลึก และเก็บข้อมูลภาคสนาม ระยะเวลา 5 เดือน โดยศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา อิตาลี แคนาดา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เนื่องจากมีอัตราการติดเชื้อค่อนข้างสูง รวมถึงศึกษาในไทย เพื่อหาทิศทางในการดำเนินงานต่อไป จากการศึกษา พบ 10 บทเรียน ได้แก่

  • “บทเรียนที่ 1” ระบบสวัสดิการของประเทศที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดระบบดูแลผู้สูงอายุในช่วงวิกฤติโรคระบาด

พบว่า มีความแตกต่างกันทั้งใน “ข้อกำหนดของประเทศ” ได้แก่ กฎหมาย พระราชบัญญัติ มาตรการ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติ ฯลฯ “รูปแบบสวัสดิการ” อาทิ Welfare State ,  East – Asian Welfare State , Work Fare , Social Insurance และ Social Protection และ “ลักษณะบริการ” ทั้งถ้วนหน้า และไม่ถ้วนหน้า ซึ่งผู้สูงอายุมีกฎหมายเฉพาะ ตามสิทธิประกันสังคม รวมถึงลักษณะสงเคราะห์เฉพาะหน้า

  • “บทเรียนที่ 2” ศูนย์ปิดแต่บริการไม่ปิด การดำเนินงานศูนย์กลางวันสำหรับผู้สูงอายุช่วงวิกฤติโรคระบาด

ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา แม้สำนักงานจะปิด แต่ยังมีบริการสำคัญ เช่น อาหาร ยารักษาโรค การให้คำปรึกษาผู้สูงอายุ ให้บริการออนไลน์ 24 ชั่วโมง รวมถึงมีกรมผู้สูงอายุ ได้ออกข้อแนะนำในการดูแลผู้สูงอายุแก่ศูนย์ ทั้งบริการ จัดหาอุปกรณ์ป้องกันจากกองทุนต่างๆ ขณะเดียวกัน สภาผู้สูงอายุแห่งชาติอเมริกัน NCOA ออกแนวปฏิบัติแก่ศูนย์ทั้งหลายทั่วประเทศ การจัดสถานที่ วิธีการ บุคลกากร กิจกรรม เงื่อนไขการเข้าร่วม เช่น สามารถเข้าร่วมได้ไม่เกิน 10 คน อายุไม่เกิน 70 ปี ไม่มีโรค บางศูนย์เกิดกิจกรรมออนไลน์ ศูนย์เสมือนจริง และสิ่งสำคัญคือ ทุกศูนย์จะเตรียมผู้สูงอายุให้เข้าถึงระบบดิจิทัล เปิดคลินิกดิจิทัล สอนการใช้งาน และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงได้

  • “บทเรียนที่ 3” การเตรียมการเชิงรุกช่วยให้บริการที่มีประสิทธิภาพสูง

ในสหรัฐอเมริกา มีการจัดทำทะเบียนผู้สูงอายุทุกคนที่เป็นสมาชิก บางศูนย์มีมากถึง 1,700 คน ก่อนการระบาดใหญ่ ได้มีการปรับข้อมูลอย่างรวดเร็ว สำรวจความสามารถในการสื่อสาร ว่าผู้สูงอายุอยู่กับใคร ความต้องการ ภาวะเจ็บป่วย โทรศัพท์ใช้การได้หรือไม่ มีอุปกรณ์ดิจิทัลอะไรบ้าง เชื่อมต่อสัญญานอินเทอร์เน็ตและอื่นๆ จัดเตรียมสถานที่วางอาหาร และจุดรับอาหารในชุมมชน หากไม่สามารถออกจากบ้านได้จะมีคนเอาอาหารไปให้ถึงบ้าน

  • “บทเรียนที่ 4” การให้ข้อมูลที่เน้นการพึ่งตนเอง ช่วยให้ผู้สูงอายุดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น

ออสเตรเลีย มุ่งให้ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ที่บ้าน จัดทำคู่มือสำหรับบริการสำหรับผู้สูงอายุทั้งรูปเล่ม หรือ คอมพิวเตอร์ เว็บไซน์กรมพัฒนาชุมชน  มีบริการครอบคลุมบริการทุกประเภท ทั้งสายด่วนโควิด ข้อมูลบริการผู้สูงอายุ (My Aged Care) เครือข่ายที่ปรึกษา จัดหาผู้ดูแล ภาวะฉุกเฉิน บริการผุ้ที่มีความยากลำบากทางการเงิน คำนึงถึงทุกกลุ่มวัฒนธรรม มีข้อมูลสำหรับชาวอะบอริจิน  มีคลื่นวิทยุ 63 ภาษา มีข้อมูลบริการให้ความช่วยเหลือกลุ่ม LGBTIQ

ขณะที่ สิงค์โปร์ มุ่งให้อยู่อย่างแข็งแรงและปลอดภัย เกิดข้อแนะนำการปฏิบัติตัวในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดย National university Hospital โดยแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ควบคุมภาวะโรค คงการติดต่อกับครอบครัว/เพื่อน คงงานอดิเรก รวมถึงการดูแลเท้า รองเท้าที่เหมาะสม การจัดบ้านให้ปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการรับประทานอาหาร เป็นต้น

  • “บทเรียนที่ 5” การกระจายงบประมาณอย่างเร่งด่วนลงสู่ชุมชน ช่วยให้เกิดบริการที่รวดเร็วตรงกับปัญหา

แคนาดา มีโครงการ New Horizons for Seniors Program (NHSP) ซึ่งเป็นกองทุนผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน ช่วยให้เกิดบริการที่รวดเร็วตรงกับปัญหา โดยให้ทุนสนับสนุน 2 ระดับ คือ 1. การสนับสุนนทุนระดับประเทศ (Pan Canada Grants and Contributions) และ 2. การสนับสนนุทุนในระดับชุมชน (Community Grants) ซึ่งแคนาดาให้ความสำคัญ โดยปรับโครงการที่อนุมัติไปแล้วเป็นการป้องกันแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในผู้สูงอายุ 2,166 โครงการ โดยมีขอบเขตของงาน 5 ประการ คือ จัดหาอุปกรณ์หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ ให้แก่ผู้สูงอายุ , เน้นกิจกรรมที่คงความสัมพันธ์ กับครอบครัว ชุมชน เช่น การจัดหาอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล , ช่วยผู้สูงอายุ ออกไปพบแพทย์ , จ้างพนังกานปฏิบัติงานแทนอาสาสมัคร และให้ข้อมูลการดูแลตนเองแก่ผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ รัฐบบาลได้เพิ่มทุนเข้าไปในโครงการอีก 20 ล้าน CAD โดยติดต่อกับองค์กรที่เคยรับทุน 1-2 ปีก่อน ให้ช่วยดำเนินการ รวมถึง เพิ่มชนิดกิจกรรมที่ควรดำเนินงาน ได้แก่ การป้องกันผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ดูแลเรื่องสุขภาพจิต เพิ่มศักยภาพใช้คอมพิวเตอร์ และโปรแกรมเสมือนจริง อบรมผู้สูงอายุ เตรียมการใช้ชีวิตหลังคลายล็อกดาวน์  

  • “บทเรียนรู้ที่ 6” การทำงานแบบบูรณาการสร้างกระจายบริการอย่างทั่วถึง  

ออสเตรเลีย มีการเชื่อมโยง (เชิงคลินิก) โดย CAHOOTS CONECT ทำหน้าที่ประสานกับองค์กรบรรเทาทุกข์หน่วยงานท้องถิ่น เพื่อดูสิทธิของผู้รับบริการ และร่วมกับร้านค้าต่างๆ ธุรกิจค้าปลีก ธนาคารต่างๆ บริการจัดซื้อสิ่งของ ยา อาหาร สำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง 65 ปีขึ้นไป โดยเก็บเงินกับองค์กรที่ผู้สูงอายุมีสิทธิ ให้บริการช่วยเก็บ แกะ สินค้าจัดวางภายในบ้าน

แคนาดา มีการประสานงาน (เชิงองค์กร) โดยมีการกระจายบริการถึงชุมชน ดำเนินงานโดองค์กรชุมชนที่หลากหลาย ขณะที่ สหรัฐอเมริกา มีองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งอาหาร คือ Feeding America , Food Bank , Meal on Wheels ซึ่งเป็นโครงการอาหารในสหรัฐอเมริกา มีการกระจายบริการเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 57.1 ล้านคนในช่วงโควิด-19 จาก 40 ล้านคนก่อนหน้านี้ โดยมีการแบ่งปันข้อมูล แบ่งปันทรัพยากร วัสดุ จัดระบบกระจายอาหาร จัดการภายใต้องค์กรเดียว โดยผู้สูงอายุที่แข็งแรงให้มารับเอง หากร่างกายไม่แข็งแรงจะมีคนไปส่งถึงบ้าน

“บทเรียนรู้ที่ 7” การเสริมสร้างทักษะเทคโนโลยี ดิจิทัล ช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการได้โดยง่าย

เนื่องจากผู้สูงอายุ มีทักษะการใช้อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ดิจิทัล ค่อนข้างน้อย การเพิ่มทักษะ ในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลจึงมีความจำเป็น โดยบทเรียนจาก สิงคโปร์ พบว่า มีการพัฒนาความรู้ทักษะการใช้งาน ดิจิทัล แก่ผู้สูงอายุ สร้างหลักสูตร ปรับเนื้อหา การสอนใหม่ โดยการพัฒนารายการโชว์ทางทีวี “เรียนรู้ร่วมกัน” (Learning Together with me) สอนการใช้โปรแกรมต่างๆ จัดเป็นซีรีย์ 8 ตอน โดยเชิญดาราอาวุโสมาเป็นพิธีกร รวมถึงมีคอร์สพัฒนาทักษะดิจิทัล เนื้อหาสั้นๆ 40 ตอน สอนทีละขั้นตอน สัปดาห์ละ 2 วัน โดยผู้สูงอายุ สามารถสอบถามหลังรายการได้ พร้อมเปิดคลินิกดิจิทัล ออนไลน์ ให้คำปรึกษา มีทั้งภาษาอังกฤษ มาเล แมนดาริน และ ทามิล

ออสเตรเลีย ให้ยืมแท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่นๆ สร้างแพลตฟอร์ม รายการที่หลากหลาย สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ขณะที่ สหรัฐอเมริกา มีการแบ่งปันดิจิทัล (Digital Divide) เข้าถึงอินเทอร์เน็ต มีอุปกรณ์ เพิ่มทักษะ เพิ่มรายการ สำหรับผู้มีรายได้ต่ำใช้ฟรี และจัดหาให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำ

  • “บทเรียนรู้ที่ 8” ภาวการณ์ตายและมาตรการปิดเมือง สร้างปัญหาสุขภาพจิต แก่ผู้สูงอายุ

สำหรับ ประเทศอิตาลี ความเหงา การเสียชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชน สร้างความหดหู่ใจและสิ้นหวังแก่ผู้สูงอายุที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยผู้สูงอายุที่อิตาลีระบุว่า “ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันยากมากที่จะรับมือกับสิ่งนี้โดยลำพัง” รวมถึงช่วงกักตัว ครอบครัวไม่สามารถไปเยี่ยมได้ นำไปสู่ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ ดังนั้น สภาท้องถิ่นจึงได้จัดบริการ สายด่วน Hotline มีอาสาสมัครที่เป็นเยาวชนทำหน้าที่ส่งยารักษาโรค เครื่องอุปโภคบริโภค หนุ่มสาวในอพาร์ทเมนต์ รับผิดชอบผู้สูงอายุในอาคารที่ตนอาศัยอยู่ มีการนำภาพยนตร์เก่าๆ มาลงออนไลน์ให้ผู้สูงอายุดูฟรี

ขณะที่ จีน กรรมการสุขภาพของจีน จัดให้มีบริการด้านสุขภาพจิต โดยอบรมนักจิตวิทยาและผู้ปฏิบัติงาน จัดทำแผนปฏิบัติการบริการสุขภาพจิต จัดทำคู่มือสุขภาพจิตแห่งชาติ เพิ่มบริการออนไลน์และสายด่วน พร้อมออกข้อเสนอแนะในการดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุสำหรับผู้ดูแลอีกด้วย

  • "บทเรียนที่ 9" วิกฤติด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Crises) ที่เกิดการบริการ  

สำหรับในประเด็นด้านข้อจำกัดของเตียงโรงพยาบาล ทำให้ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มสุดท้านที่ได้รับการรักษา เช่น ประเทศอิตาลี เมื่ออายุ 80 ปีขึ้นไป ยังไม่ต้องรักษา ต้องรอให้เตียงว่าง แม้กระทั้ง ญี่ปุ่น พบว่าบางเคสต้องว่ารอเตียงเป็นเวลานาน ขณะที่ ประเทศไทย พบปัญหาด้านการจัดบริการโดยผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ  และผู้สูงอายุที่พึ่งพิงตนเองไม่ได้ ไม่สามารถเข้าถึงบริการ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการห้ามเปิดเผยข้อมูลของผู้รับบริการ ซึ่งกระทบต่อสวัสดิการผู้ให้บริการ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีกลุ่มนักวิชาชีพออกมาโวยวายเนื่องจากไปเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุโดยที่ไม่ทราบว่าติดโควิด-19  

  • "บทเรียนที่ 10" การจัดการของประเทศไทย

ประเทศไทย มีการจัดการในรูปแบบให้ความช่วยเหลือ/สงเคราะห์ ศูนย์หรือชมรมส่นใหญ๋ หยุดกิจกรรมชั่วคราว การให้ข้อมูลแก่ผู้สูงอายุเน้นประเด็นด้านสุขภาพ แต่กลับมีข้อมูลด้านบริการสังคมน้อยมาก ขาดองค์กรกลางทำหน้าที่จัดการบริการสังคม สำหรับผู้สูงอายุ และ ขาดข้อมูลผู้สูงอายุ ที่เป็นปัจเจกเชิงลึก   

ศ.ศศิพัฒน์ เสนอแนะถึงแนวทางการจัดบริการสังคม สำหรับผู้สูงอายุในภาวะวิกฤติ ว่า ในสังคม New Normal เป็นยุคของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม และคาดหวังว่าจะกลายเป็นฐานวิถีชีวิตใหม่หรือความประพฤติใหม่ ดังนั้น การใช้ชีวิตในสังคมปกติใหม่ของผู้สูงอายุ ในวัยก่อน 60 ปี จะสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตและเทคโนโลยีอย่างง่ายดาย

ขณะที่ ในกลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไป พบข้อจำกัดสำคัญในการใช้ชีวิตยุคปกติใหม่ เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรม ได้แก่ ความมั่นคงทางการเงินลดลง การขาดความรู้ และอุปกรณ์ด้านคอมพิวเตอร์ และความมั่นคงทางจิตใจลดลง ดังนั้น แนวทางการจัดบริการสังคมสำหรับผุ้สูงอายุในภาวะวิกฤติ ควรเป็นการบริหารจัดการบริการสังคมแบบบูรณาการ ได้แก่

1. ปรับแนวคิดการจัดสวัสดิการใหม่ เพิ่มสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุใน พรบ.ผู้สูงอายุ , คงแนวคิด Social Safety Net , คงแนวสวัสดิการเชิงคุ้มครอง (Protective Welfare) , เพิ่มแนวคิด สวัสดิการเชิงผลิตภาพ (Productive Welfare)  และ สร้างความเข้าใจต่อวิถีชีวิตผู้สูงอายุ ในสังคมปกติใหม่

2. พัฒนาระบบการจัดการในศูนย์บริการกลางวันสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ ปรับฐานคิดของชุมชน ผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ สู่แนวคิดศูนย์บริการครบวงจร และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ

3. เสริมสร้างทักษะความรู้ทางคอมพิวเตอร์แก่ผู้สูงอายุ โดยปรับเนื้อหาในหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ และแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนากิจกรรมจาหน่วยงานภาครัฐ เอกชน

4. พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุในชุมชน โดยมีฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่มีตัวชี้วัด สุขภาพ เศรษฐานะ ที่เป็นจริง ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน อยู่ตลอดเวลา และสร้างระบบการแบ่งปันข้อมูล

 

6.จะป้องกันเชื้อโควิด-19 ไม่ให้แพร่สู่ผู้สูงอายุได้อย่างไร

unnamed

 

7.การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ

บุคคลในครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ จะต้องเข้าใจปัญหาและเตรียมพร้อม เพื่อที่จะได้ดูแลสภาพแวดล้อม สุขภาพของผู้สูงอายุอย่างถูกต้องและเหมาะสม ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน สาขาวิชาอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีภูมิต้านทานน้อยกว่าคนทั่วไป มีภาวะขาดอาหาร หรือมีโรคเรื้อรัง กลุ่มนี้ถือว่าเปราะบางมาก กลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยช่วงวัยอื่นๆ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบสูง

"เนื่องจากโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่สามารถหาต้นตอของไวรัสนี้ได้ ในภาพรวมแล้วผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโรคประจำตัว เขาจะมีความเปราะบางกว่าคนทั่วไป ผู้สูงอายุจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่อยู่ในเมือง มีการระบาดของไวรัส แนะนำว่าผู้สูงอายุจะต้องอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ก็คือที่บ้าน สำคัญที่สุดคนที่เข้ามาในบ้านจะต้องไปเอาเชื้อไปแพร่ให้เขา กลุ่มที่ 2 กลุ่มชุมชนปิด ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงน้อย แต่ต้องย้ำว่าหากเป็นชุมชนปิดจริงๆ จะต้องไม่มีใครเข้าไปในหมู่บ้านแล้วนำเชื้อไปแพร่ให้เขา"

ผศ.พญ.สิรินทร กล่าวต่อว่า หลักการสำคัญในการดูแลป้องกันผู้สูงอายุในช่วงโควิด-19 คือ เราต้องมั่นใจว่าจะไม่มีใครนำเชื้อไปแพร่ให้เขา หากอยู่ในบ้านเขตเมือง ผู้สูงอายุต้องอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ต้องระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะคนที่ไม่แสดงอาการแล้วนำเชื้อไปให้เขา หรือหากในบ้านมีผู้สงสัยว่าจะป่วยหรือได้รับเชื้อจะต้องแยกตัวเองออกไป เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่มาสู่ผู้สูงอายุในบ้านได้ และอีกกลุ่มที่ต้องระวังคือ ผู้สูงอายุที่มีพี่เลี้ยงเป็นแรงงานต่างชาติ เวลาที่เขาลากลับบ้านแล้วกลับมาทำงาน เราไม่รู้ว่าเขานำเชื้อมาด้วยหรือเปล่า ส่วนนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ หากเป็นไปได้ต้องตรวจสุขภาพและดูแลพี่เลี้ยงด้วย อาจให้อยู่ด้วยกันในบ้านไม่ให้ไปข้างนอก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ" ผศ.พญ.สิรินทรกล่าว

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด ผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุคือ ลูกหลาน บุคคลในครอบครัว ต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในการดูแล เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

 

12 วิธี การดูแลผู้สูงอายุ ห่างไกลโควิด-19

1. ควรดูแลเรื่องอาหารการกิน ไม่รับประทานอาหารที่หวาน หรือเค็มเกินไป เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงเสริมภูมิคุ้มกัน และควรให้รับประทานอาหารที่หลากหลาย

2. ชวนผู้สูงอายุออกกำลังกาย เช่น การเดิน หรือแกว่งแขน

3. ผู้สูงอายุต้องพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนสำคัญมาก ควรให้นอนประมาณไม่เกิน 3 ทุ่ม เพื่อให้พักผ่อนได้เต็มที่ยาวนาน หากนอนเร็วกว่า 3 ทุ่ม ผู้สูงอายุจะตื่นเร็วกว่าปกติ

4. หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน ต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน และหากต้องไปในที่สาธารณะ งดให้ผู้สูงอายุสัมผัสจุดจับร่วม เพื่อลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อ และหลังกลับมาจากนอกบ้านต้องทำความสะอาดร่างกายทันที

5. ไม่ใช้ช้อนกลาง หรือรับประทานอาหารร่วมกับคนในบ้าน

6. ไม่ให้ผู้สูงอายุใช้ของร่วมกับคนในบ้าน

7. เน้นให้ผู้สูงอายุล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์

8. หากไม่จำเป็นไม่ควรออกจากบ้าน หรือออกไปพบปะผู้คน อาจใช้วิธีการวิดีโอคอลคุยกันผ่านทางสมาร์ทโฟนแทน

9. หากมีลูกหลานที่ต้องทำงานข้างนอก ควรอาบน้ำและชำระร่างกายให้สะอาดก่อนที่จะเข้าใกล้ผู้สูงอายุ

10. งดการแสดงความรัก เช่น การกอด หรือหอม

11. หากิจกรรมสร้างความสนุก คลายความเครียดให้กับผู้สูงอายุ

12. ถึงแม้จะอยู่ในบ้านเดียวกัน ระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกครอบครัวต้องปฏิบัติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

ในช่วงที่ทุกคนต้องอยู่ที่บ้าน ลดการเดินทางและพบปะผู้คน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุลูกหลานหรือบุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลควรมีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้ทำร่วมกัน อาทิ ชวนทำขนม ทำอาหาร อ่านหนังสือ เพื่อสร้างความสนุกและสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัว หัวใจสำคัญที่สุด คือ เราต้องรู้ก่อนว่าผู้สูงอายุในบ้านของเราชอบอะไร แล้วหากิจกรรมที่สอดคล้องกับที่เขาชื่นชอบ

 

 

8.ผู้สูงอายุดูแลตนเองอย่างไร ให้ห่างไกล COVID-19

 

c4175f14e8147e9f8da3325036e97eb7